ถือเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งสวยทั้งเก่ง จนเป็นที่จับตามองในวงการแพทย์ตอนนี้เลยก็ว่าได้ สำหรับคุณหมอคนสวย “พญ.กันยาภา ฤกษ์งาม” หรือคุณหมออุ้ยหนึ่งในทีมแพทย์ฝีมือดีของ ดีอาร์เค บิวตี้ คลินิก ดีกรีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจากรั้วจามจุรี ที่ตอนนี้โด่งดังทั้งด้านฝีมือและความน่ารัก จนคนไข้หลายคนอยากทำความรู้จักถึงมุมมองในการทำงานและประวัติส่วนตัวของคุณหมอคนเก่งท่านนี้กันมากขึ้น

drk

โดยจุดเริ่มต้นการเป็นศัลยแพทย์นั้นคุณหมออุ้ยเล่าว่า “เดิมรู้สึกว่าตัวเองชอบการผ่าตัดอยู่แล้ว ตั้งแต่เรียนปี4 จนได้ไปวนแผนกศัลยกรรมตกแต่งได้เห็นคนไข้ท่านหนึ่ง นั่งทานข้าวโดยหันหน้าเข้าผนังห้องตลอด เราก็เกิดความสงสัยว่าทำไม พอได้ไปอ่านประวัติ ก็รู้ว่าคนไข้มีแผลไฟไหม้ใบหน้าผิดรูปเป็นพังผืดทั้งหน้าจากอุบัติเหตุเป็นลมชักล้มลงไปในกระทะ ที่นอนโรงพยาบาลก็เพื่อรอผ่าตัดสร้างจมูกขึ้นมาใหม่ และที่ต้องนั่งแบบนั้นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะเห็นใบหน้าตนเองแล้วรังเกียจหรือหวาดกลัว” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกอยากจะเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อแก้ไขความบกพร่องให้กับคนไข้

“นอกจากนั้นศัลยกรรมตกแต่งยังเป็นงานที่ได้ใช้ฝีมือในการผ่าตัดและความสามารถทางศิลปะควบคู่กันไปด้วย เป็นงานที่ท้าทายความสามารถทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”

drkในด้านทัศนคติการทำงานคุณหมออุ้ยมีมุมมองต่อวงการศัลยกรรมตกแต่งที่น่าสนใจมากๆ “ทุกวันนี้ศัลยกรรมตกแต่งเป็นอะไรที่คนยอมรับมากขึ้น คนเริ่มมองว่าเป็นการปรับบุคลิกภาพตัวเอง, เพิ่มความมั่นใจในหน้าที่การงานมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่มองว่าเป็นเรื่องของคนที่ไม่พอใจในตัวเองอยากให้มองว่าคนไข้กลุ่มนี้ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักพอ แต่เขาต้องมีความรู้สึกบางอย่างในใจที่มากจนกลายเป็นปมด้อย ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองถึงได้ยอมเจ็บตัวทำอะไรแบบนี้ การที่เราเข้าใจความรู้สึกของคนไข้ว่าทำไมถึงอยากมาผ่าตัดแก้ไขทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไข้ แล้วก็จะมีมุมมองต่อคนไข้ในทางที่ถูกต้องมากขึ้นค่ะ ถ้าถามถึงเป้าหมายในการทำงานของหมอ หมอจะถูกอาจารย์ปลูกฝังอยู่เสมอว่าการที่เราเรียน Plastic and Reconstructive Surgery หรือศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง เราจะต้องทำงานทั้งในส่วนของการผ่าตัดที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างต่างๆเช่น การผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ, แก้ไขความพิการ, รักษาผู้ป่วยมะเร็ง, การแก้ไขเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ และในส่วนของคอสเมติกส์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการผ่าตัดด้านความสวยงาม ก็ทำให้เราเป็นคนละเอียดมากขึ้น และทำให้เราได้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ สร้างความสวยงามให้เป็นที่พึงพอใจของคนไข้

drk2“ตอนนี้ฟีดแบคจากคนไข้ดีมาก ก็รู้สึกดีใจค่ะ เพราะทุกครั้งที่ผ่าตัดเราก็มีความคิดว่าต้องทำให้ดีขึ้น อยากให้เขาได้ในสิ่งที่ดีให้ออกมาเพอร์เฟ็คที่สุดอยู่แล้ว ไม่มีหมอคนไหนทำๆแค่ให้เสร็จๆไปหรอกค่ะ เพียงแต่อาจจะมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้คนไข้ไม่พอใจทุกประการ เวลาทำแล้วเขาชอบหมอก็ดีใจ” คุณหมอขอฝากถึงคนไข้ที่อยากทำศัลยกรรมตอนนี้ ว่า “อันดับแรกคืออยากให้ตัดสินใจให้ดีว่าเราอยากแก้ไขจุดบกพร่องตัวเองด้วยการผ่าตัดจริงรึเปล่า เพราะบางอย่างเอากลับคืนมาไม่ได้อย่ารีบ อย่าฟังคำยุของคนอื่น เพราะเราจะทำอะไรกับร่างกายเราเองแต่ละครั้งต้องคิดให้ถี่ถ้วน อันที่สองคือ อยากให้ศึกษาข้อมูลให้เต็มที่ ดูโปรไฟล์ของแพทย์ให้ดี สามารถตรวจสอบรายชื่อศัลยแพทย์ตกแต่งได้จากเว็บไซต์สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ว่าหมอที่จบศัลยกรรมตกแต่งจริงๆทุกคนจะเก่งกว่าหมอทั่วไป แต่อย่างน้อยการอบรมจากสถาบันที่มีมาตรฐานและผ่านการเรียนที่เข้มข้นมาถึง5ปี ก็ได้เจอเคสมาหลากหลายเรียนรู้ภาวะแทรกซ้อน การแก้ไข และมีประสบการณ์มากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวการันตี แต่ก็บอกได้ว่าคนไข้จะได้เจอแพทย์แบบไหน

มาถึงมุมไลฟ์สไตล์ของคุณหมอกันบ้าง คุณหมออุ้ยเล่าว่า “ชอบการวาดรูปและงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้ว โดยการฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเองจนวาดได้ทั้งสีน้ำ, สีน้ำมัน, สเก็ตช์ภาพ แต่พอโตขึ้นเวลาน้อยลงก็ไม่ค่อยได้วาด จนเรียนจบสอบบอร์ดเสร็จเรียบร้อยเลยได้วาดรูปจริงๆจังๆอีกครั้งโดยวาดเป็นของขวัญขอบคุณอาจารย์ด้วย นอกจากนั้นก็ชอบดูละครเวทีมาก ชอบทำอาหารบ้าง ไปชิมอาหารตามร้านอาหารต่างๆ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือพวกประวัติศาสตร์ไทยค่ะ” โอ้โห นอกจากจะทั้งสวยทั้งเก่งแล้ว ยังมีใจรักงานศิลปะด้วย คนไข้ฟังแล้วอยากไปผ่าตัดกับคุณหมอมากขึ้นแน่ๆ

คุณหมออุ้ยยังเล่าถึงความรู้สึกครั้งแรกในการผ่าตัดอีกว่า “ครั้งแรกที่ได้ลงมีดผ่าตัดเองคือเคสไส้ติ่งอักเสบค่ะ เมื่ออาจารย์ให้ลงมีดไปปรากฎว่ากรีดไม่ลง เพราะผิวหนังจริงๆเหนียวกว่าที่เราคิดไว้มากตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและประหม่ามาก ส่วนตอนที่มาเรียนศัลยกรรมตกแต่งแล้วก็ได้ทำตาสองชั้น รู้สึกว่าเป็นงานที่ละเอียดมาก ความรู้ที่เราท่องมาว่าหนังตามีชั้นต่างๆอะไรบ้าง พอมาเจอของจริงชั้นต่างๆนั้นบางมากต้องค่อยๆเลาะอย่างระมัดระวังตลอด ต้องใช้ประสบการณ์เยอะมาก และเนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่คนไข้รู้สึกตัวเราจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและใส่ใจมากขึ้นด้วยค่ะ”

TOP ARTICLES