หลังจากที่ถูกแชร์กันไปอย่างมากกับ 20 กว่าคู่อาหารที่ห้ามกินพร้อมกันเพราะจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายและชีวิต

ทุเรียนห้ามกินคู่กับน้ำอัดลมจริงหรือ
ทุเรียนห้ามกินคู่กับน้ำอัดลมจริงหรือ

1. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว – ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง
2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง – ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก
3. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด – ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า
4. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด – ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก
5. กล้วยกับเผือก – ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด
6. มันเทศกับลูกพลับ – ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
7. กล้วย+มะละกอ+แตงโม – ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน
8. มันฝรั่งกับลูกพลับ – ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ
9. น้ำเต้าหู้กับนมสด – ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ
10. ผักป๋วยเล้งกับเต้าหู้ – ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง
11. น้ำผึ้ง – ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน
12. ส้มกับมะนาว – ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ
13. ปลาทุกชนิด – ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง
14. ขิงดอง – ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง
15. น้ำเต้าหู้ – ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน
16. น้ำข้าว – ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน
17. บวบ ซือกวย ไชเท้า – ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง
18. มังคุดกับน้ำตาล – กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต
19. ถั่วลิสงกับฟักทอง – ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ
20. เหล้าขาวกับลูกพลับ – ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ
21. เหล้าขาวกับเบียร์ – ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก
22. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม – ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!

ล่าสุดชาวจีนก็มีการทำการแชร์ถึงเรื่องราวของ “ทุเรียนและน้ำอัดลม” ห้ามกินพร้อมกัน หลังจากมีชาวจีนทานเข้าไปแล้วหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งล่าสุดก็มีคนไทยท่านหนึ่งทำการทดสอบด้วยการ “กล้า” กินทั้งสองอย่างพร้อมกันแล้ว โดยการทานทุเรียนก่อน และตามไปด้วยการดื่มน้ำอัดลม และแน่นอนว่าบททดสอบนี้ ไม่ได้ส่งผลร้ายกว่างูพิษ โดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

ฉะนั้น สรุปในขั้นต้นได้ว่า ทานทุเรียนและน้ำอัดลม(โค๊ก และน้ำสีต่างๆ) ได้..

โดยบททดสอบนี้เป็นการทดสอบโดย คุณหมอแมว จากเว็บ Pantip.com

TOP ARTICLES