จากนี้ไป สาวๆ จะไม่ต้องกังวลกับปัญหาริ้วรอยหมองคล้ำ หลุมสิว รอยดำ ร่องลึก ปัญหาฝ้า กระหรือหลุมสิวอีกแล้วนะคะ วันนี้ เราขอนำเสนอการกรอผิวหน้าด้วยวิธีต่างๆ มาฝาก ซึ่งการกรอผิว (Skin Peeling) หรือลอกผิว หรือกระตุ้นให้เกิดการผลัดใหม่ของผิวหน้า เป็นการฟื้นฟูสภาพผิวที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสาวๆ ได้อย่างแน่นอนกับ ผิวหน้าที่จะดูใสกระจ่างขึ้น อ่ออนกว่าวัย เปล่งปลั่ง มีออร่าและเต่งตึงอย่างมีน้ำมีนวล สำหรับการกรอผิวซึ่งเป็นที่นิยมก็มีอยู่ 3 แบบ 3 วิธีด้วยกันค่ะ

ริ้วรอย1. การกรอผิวด้วยแสงเลเซอร์ (Laser Skin Resurfacing)
เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขจัดปัญหาริ้วรองจากแผลเป็น จากสิว รอยย่น ร่องลึก รอยตีนกา รอยย่นมุมปาก หรือริ้วรอย ที่เกิดจากอายุที่เพิ่มากขึ้น โดยวิธีนี้จะกระตุ้นให้เกิดการผลัดผิวเดิมออกแล้วมีการสร้างผิวชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน อย่างไร ก็ดี การกรอผิวด้วยวิธีนี้ยังไม่สามารถขจัดปัญหาได้แบบ 100 เปอร์เซนต์ เพราะเน้นไปที่การฟื้นฟูสภาพผิวให้ดีขึ้น โดย อาจต้องใช้เวลารักษานานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

2. การกรอผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling)
หรือเรียกกันว่า “การลอกผิวด้วยสารเคมี” วิธีนี้จะใช้สารเคมีที่ทำให้ผิวตายและลอกหลุดออกมา กระตุ้นให้มีการสร้างผิว ชุดใหม่ทดแทน เป็นการฟื้นฟูสภาพผิวที่จะช่วยทำให้ริ้วรอยร่องลึกดูเบาบางลงไป และได้ผิวหน้าใหม่ที่นุ่มนวลขึ้น อย่าง ไรก็ดี การใช้สารเคมีอาจทำให้ผิวเกิดอาการแสบและปวดบวม ตามมาด้วยผลข้างเคียงอีกหลายอย่างอาทิ การเปลี่ยนสี ของผิวอย่างไม่เป็นปกติ การเกิดรอยไหม้ แผลเป็น อาการบวมแดงของผิว เกิดสิวเห่อขึ้นเต็มหน้า หรือซีสต์ตุ่มขาวขนาด เล็ก (milla) แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเองใน 30-90 วัน ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ใช้สเตียรอยด์อย่างอ่อนทำบำรุง ดังนั้น หลังการลอกผิวหน้า สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงการปะทะกับแสงแดด และทายากันแดดเสมอ แต่หากมีอาการแพ้เกิดขึ้นควร รีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

3. การกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD)
เป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลัดผิวหนังในส่วน หนังกำพร้าด้านบนสุด โดยการใช้ คริสตัล ที่เป็นผลึกอลูมิเนียอ็อกไซด์ ขนาดเล็กเท่ากับทรายละเอียด ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว หรืออาจเป็นเกล็ดของเพชร นำมาพ่นผ่านระบบสูญญากาศและ แสง LED ลงบนผิวหนังในระดับหนังกำพร้า นับเป็นวิธีการลอกผิวที่ได้ผลดีที่สุดกว่าวิธีอื่นถึง 3 เท่า เพราะช่วยขจัดร่อง ลอยหลุมสิว ขจัดสิ่งตกค้างอุดตัน และกระตุ้นให้เกิดการผลัดของเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระ ฝ้า หลุมสิว รอยแผลต่างๆ จะหายไปได้ผิวใหม่ที่กระชับและมีความนุ่มนวลกว่าเดิม ซึ่งจะยิ่งได้ผลดีขึ้นหากทำการรักษาต่อเนื่องย่างน้อย 6-10 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน ส่วนวิธีดูแลรักษาในภายหลังให้ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดในตอนกลางวัน ไม่ใช้เครื่องสำอางที่มีกรดวิตามินเอ (AHA) ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

TOP ARTICLES