skip to Main Content
Menu

4 วิธีการผ่าตัดกระเพาะอาหารลดน้ำหนัก เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

กระบวนการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักในวงการแพทย์ ที่นิยมจะมีเพียง 4 วิธี ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. การใส่บอลลูนในกระเพาะ
  2. การใส่ห่วงรัดกระเพาะ
  3. การตัดกระเพาะบางส่วนแบบสลีฟ
  4. การตัดกระเพาะแบบบายพาส

ส่วนการตัดสินใจว่าจะเลือกทำการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักรูปแบบไหนนั้น ควรเข้ามาปรึกษา และรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด เข้ากับร่างกายของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

1. การใส่บอลลูนในกระเพาะ

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จริงๆแล้วไม่ถือว่าเป็นการผ่าตัด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยากจะลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แต่ไม่สามารถควบคุมอาหารได้และผู้ที่มีภาวะเสี่ยงที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดใดๆได้ การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จึงเป็นวิธีเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดในขั้นตอนต่อไป เนื่องจากบอลลูนที่ใส่เข้าไปนั้นจะช่วยให้รู้สึกอิ่ม และรับประทานอาหารได้น้อยลง ซึ่งผู้ป่วยสามารถเอาบอลลูนออกได้เมื่อได้ผลตามที่ต้องการแล้ว

rattinan3-1วิธีการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

  1. วิสัญญีแพทย์จะทำการฉีดยานอนหลับ
  2. ทำการพ่นยาชาที่คอเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกคลื่นไส้ และขย้อนบอลลูนออกมาในระหว่างการรักษา
  3. ศัลยแพทย์ทำการสอดใส่บอลลูนซิลิโคนผ่านทางช่องปาก
  4. เมื่อบอลลูนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แพทย์จะทำการฉีดน้ำเกลือผสมสีเข้าไป ประมาณ 350-700 CC

ด้วยกระบวนการทำที่ไม่มีการผ่าตัด เป็นวิธีการทำคล้ายกับวิธีการส่องกล้องตรวจกระเพาะทั่วๆไป จึงทำให้วิธีการใส่บอลลูนในกระเพาะไม่มีบาดแผล และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ และสามารถกลับบ้านได้ใน 1-2 ชั่วโมง หลังการรักษาทันที

ผลข้างเคียงหลังการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

หลังจากผ่านไป 5-8 ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ เนื่องจากร่างกายต้องการขย้อนบอลลูนออกมา และจะมีอาการลักษณะนี้ประมาณ 3-4 วันแรก หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆจนกลับสู่สภาวะปกติ

ข้อดี-ข้อเสียของการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

ข้อดี ข้อเสีย
1. คนไข้ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล 1. เมื่อน้ำหนักลงได้สักระยะ 4-6 เดือน มีโอกาสที่จะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทำให้ต้องมาเพิ่มน้ำเกลืออีกครั้ง ทำให้อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายครั้ง
2. กระบวนการนี้ไม่มีแผล และไม่เจ็บ 2. การใส่บอลลูนอาจเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
3. ความเสี่ยงในการทำต่ำมาก 3. อาจเกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร
4. คนไข้จะมีความรู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้นกว่าปกติ 4. อาจเกิดภาวะอุดตันในกระเพาะอาหาร

2. การใส่ห่วงรัดกระเพาะ

การใส่ห่วงรัดกระเพาะ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการ ผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก โดยการส่องเครื่องมือผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อนำห่วงเข้าไปรัดส่วนบนของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารถูกกักไว้ ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มเร็ว และรับประทานอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักลดลงตามไปด้วย

rattinan3-2เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับวิธีผ่าตัดส่องกล้องโดยเฉพาะ ทำด้วยซิลิโคนที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ

  • ส่วนที่ 1 อุปกรณ์คล้ายเข็มขัด ซึ่งจะถูกรัด เข้ากับส่วนต้นของกระเพาะอาหาร
  • ส่วนที่ 2 สายยาง ซึ่งเป็นท่อติดต่อ ระหว่างส่วนที่ 1 กับ ส่วนที่ 3
  • ส่วนที่ 3 กระเปาะ จะวางในตำแหน่งใต้ผิวหนังหน้าท้อง สามารถปรับได้โดยใช้เข็มแทงเพื่อดูดน้ำเกลือออกจากภายนอก เพื่อปรับให้เข็มขัด (ส่วนที่ 1) โป่งหรือแฟบ

ข้อดีของการใส่ห่วงรัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

  1. แผลจะมีขนาดเล็ก
  2. ระยะเวลาพักฟื้นไม่นาน
  3. เจ็บเล็กน้อย
  4. พักฟื้นเพียง 1 คืน
  5. สามารถปรับขนาดได้ตามต้องการ
  6. สามารถนำห่วงที่รัดกระเพาะออกได้ โดยที่กระเพาะกลับมาเป็นปกติและคงสภาพเดิม เนื่องจากวิธีนี้ไม่ได้เป็นการผ่าตัด อวัยวะภายในจึงไม่เสียหาย

ข้อเสียของการใส่ห่วงรัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

  1. ถ้าห่วงมีขนาดเล็กมากเกินไป จะทำให้รับประทานได้น้อย และมีอาการอาเจียน
  2. ถ้าห่วงหลวมมากเกินไป จะกลับมารับประทานปกติ
  3. เนื่องจากห่วงมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องรับประทานของเหลวเป็นหลัก
  4. ห่วงอาจจะหลุดหรือเลื่อนตัวได้
  5. คนไข้อาจจะเรียนรู้วิธีการกินของที่ชอบ และทานได้ปกติเรื่อยๆ หรืออ้วนขึ้น จากการทานแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นของเหลวที่สามารถผ่านห่วงลงไปได้
  6. การปรับขนาดห่วงให้เหมาะสมทำได้ยาก
  7. เป็นการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด เนื่องจากต้องมีการตรวจเช็ค และปรับห่วงบ่อยครั้ง

จากข้อเสียดังกล่าว ทำให้การผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะอาหาร ไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากต้องอาศัยปัจจัยภายนอกหลายอย่าง ทำให้สถานบริการทางการแพทย์หลายแห่งไม่แนะนำวิธีใส่ห่วงรัดกระเพาะนั่นเอง

3. การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy – LSG) ถูกออกแบบมาสำหรับคนไข้ที่อ้วนมาก และไม่สามารถทำ การผ่าตัดลดน้ำหนักแบบบายพาสที่ถือเป็นวิธีมาตรฐานได้ จึงจำเป็นต้องผ่าตัดแบบสลีฟ เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงก่อน แต่หลังจากทำการผ่าตัด คนไข้ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในผลลัพธ์ของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟเป็นอย่างมาก

rattinan3-3การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ คือ การผ่าตัดเอากระเพาะออกไปประมาณ 80% ซึ่งรวมถึงส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวออกไปด้วย ทำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถรับประทานอาหารได้น้อยลง และสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน และการหยุดหายใจขณะหลับได้อีกด้วย

ดังนั้นการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟจึงได้รับการรับรองจากสถาบันทางการแพทย์หลายแห่งทั่วโลก ให้เป็นการรักษาทางเลือกสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน และโรคเรื้อรังจากโรคอ้วน ซึ่งการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป หากได้รับความเห็นชอบทางการแพทย์ กุมารแพทย์ และผู้ปกครอง ถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจจะได้รับ

วิธีการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

แพทย์จะส่องกล้องผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง 3-5 แผล จากนั้นศัลยแพทย์จะใช้ตัวตัดกระเพาะอัตโนมัติ (stapler) ตัดกระเพาะและเย็บกระเพาะในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จากนั้นทำการดึงกระเพาะส่วนที่ต้องการตัดออกประมาณ 80% ผ่านรอยแผลบริเวณสะดือ โดยกระเพาะที่เหลืออยู่จะมีขนาดเหลือประมาณ 100-150 ซีซีเท่านั้น

ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

การผ่าตัดจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และพักฟื้นประมาณ 3-4 วัน เพื่อความปลอดภัย ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจสแกนกระเพาะ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย และยืนยันว่าไม่มีรอยรั่วของแผลผ่าตัดที่กระเพาะก่อนการกลับบ้าน

ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

  1. มีความรู้สึกหิวน้อยลง เนื่องจากถูกผ่าตัดส่วนที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออกไปด้วย
  2. น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว
  3. เป็นการช่วยบรรเทาอาการของโรคเรื้อรังที่เกิดจากความอ้วน เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น
  4. เมื่อพ้นระยะการปรับตัวคนไข้จะสามารถกลับมากินอาหารได้ตามปกติ แต่กินในปริมาณน้อยลงมาก

ข้อเสียของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

  1. ไม่สามารถทำกับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนได้
  2. ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบใส่ห่วงมาก่อน (ถ้าเคยผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบใส่ห่วง ต้องผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบบายพาสเท่านั้น
  3. ความเสี่ยงจากการผ่าตัดจะมีมากขึ้น ถ้าแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอหรือคนไข้มีน้ำหนักมากเกินไปโดยไม่เตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
  4. หลังการผ่าตัดใหม่ๆ ใน 2 อาทิตย์แรก ต้องรับประทานอาหารเหลวก่อนเท่านั้น หากผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อาจทำให้รอยแผลปริแยกและแตก ถึงขั้นเสียชีวิตได้ตามข่าวต่างๆ

4. การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส (Laparoscopic REY Byprass gastrectomy) หรือ Roux-en-Y gastric bypass (RYGB) คือ การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักที่เป็นรูปแบบมาตรฐานที่สุด โดยจะเพิ่มการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่ดูดซึมน้ำตาลออกไปด้วย ทำให้ลดน้ำหนักได้มากและนาน และยังลดการเกิดแรงดันในกระเพาะอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดแบบสลีฟได้

rattinan3-4วิธีการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบบายพาส

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบบายพาส จะใช้วิธีการสอดกล้องเช่นเดียวกับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ โดยจะทำการผ่าแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป เพื่อทำการผ่าตัด ซึ่งต่างจากการผ่าตัดแบบสลีฟคือมีการตัดและต่อใหม่เพิ่มขึ้นอีกจุด โดยตัดกระเพาะออก เอามาต่อกับลำไส้ส่วนที่สอง ข้าม(บายพาส) ลำไส้ส่วนแรกไป

ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบบายพาส

  1. สามารถลดน้ำหนักได้มากที่สุด
  2. สามารถรักษาโรคเบาหวานได้ ในรายที่พึ่งเป็นไม่นาน และยังเป็นไม่มากนัก
  3. ความรู้สึกหิวน้อยลง ถึงไม่มีเลย
  4. เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหากรณีผ่าตัดแบบอื่นๆแล้วไม่ได้ผล

ข้อเสียของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบบายพาส

  1. เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างซับซ้อน ตัดต่อหลายจุด ใช้เวลานานขึ้น
  2. หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ อาจมีโรคแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด
  3. พบปัญหาในการดูดซึมสารอาหารได้ในบางราย (ซึ่งต้องแก้โดยการรับประทานวิตามิน หรืออาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์)
  4. มีราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบอื่น

สนับสนุนข้อมูลโดย รัตตินันท์ คลินิก
logo-rattinan

16<1 min
Back To Top