วิธีเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบจัดเต็ม

21

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักต้องมีการเตรียมตัวก่อน ทั้งในด้านร่างกาย และสภาพจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษามีความพร้อม จึงต้องตรวจเช็คน้ำหนักตัวของผู้เข้ารับการผ่าตัดก่อน โดยผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการผ่าตัด โดยขั้นตอนที่ผู้ป่วยจะต้องทราบก่อนการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก นพ.ปณต ยิ้มเจริญ ศัลยแพทย์ทางเดินอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดลดน้ำหนักประจำที่ รัตตินันท์ คลินิก จะให้ความรู้และอธิบายต่อไป

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

  1. ต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 14 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  2. เข้ารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากทีมแพทย์ ด้านโภชนาการ
  3. ทดสอบความพร้อมด้านสภาวะจิตใจและประเมินร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
  4. เข้ารับการประเมินภาวะของโรคที่เป็นอยู่ เพื่อยืนยันความพร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดได้ เช่น โรคเบาหวาน โดยแพทย์จะให้ยาเพื่อลดน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับไม่เกิน 150 มิลลิกรัมล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ เนื่องจากหลังผ่าตัดระดับน้ำตาลของผู้ป่วยจะมีโอกาสสูงขึ้นถึง 2-3 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดหลังผ่าตัด
  5. หยุดการสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัด 2-3 สัปดาห์ และต้องหยุดการสูบบุหรี่หลังการผ่าตัด เพราะจะทำให้เกิดการฟื้นตัวช้า และเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
  6. ควรปรึกษาแพทย์หากมีการรับประทานยา หรืออาหารเสริม เพื่อพิจารณาให้หยุดรับประทานในช่วงผ่าตัดกระเพาะ
  7. งดน้ำ และอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนวันที่จะรับการผ่าตัด หากมียาที่ต้องรับประทานตามแพทย์สั่งให้จิบน้ำน้อยๆ
  8. แจ้งแพทย์ และพยาบาลหากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์
  9. ในบางรายหากมีน้ำหนักตัวมากเกินไปอาจจะต้องลดน้ำหนักก่อนการทำการผ่าตัด ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงในการผ่าตัด และทำให้สามารถผ่าตัดได้ดีขึ้น

ทีมแพทย์สำหรับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักควรมีใครบ้าง

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักจำเป็นต้องมีทีมงานที่ดูแลครอบคลุมทุกกรณีเพื่อให้การผ่าตัดนั้นสำเร็จผลไปได้ด้วยดี จึงควรจะมีแพทย์ผู้ดูแลโดยรวม พยาบาล และนักโภชนาการ ซึ่งแต่ละคนจะมีความรับผิดชอบและแนะนำด้านต่างๆ ดังนี้

  • ทีมแพทย์จะประกอบด้วยแพทย์ที่ชำนาญเรื่องการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก 2 ท่าน โดยจะมีการดูแลผู้เข้ารับการผ่าตัดว่ามีทางเลือกใดบ้างในการผ่าตัด ความพร้อมของร่างกายเพียงพอหรือไม่ และจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
  • วิสัญญีแพทย์ ซึ่งผ่านการอบรมเกี่ยวกับการผ่าตัดโรคอ้วนโดยเฉพาะเนื่องจากวิสัญญีแพทย์ในโรคอ้วนจะต่างกับด้านอื่นอย่างมาก เพราะการจัดการดูแลกับร่างกายของคนที่มีน้ำหนักมากนั้นมีรูปแบบเฉพาะ
  • อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ เป็นอายุรแพทย์ที่ชำนาญเรื่องเบาหวานและโรคอ้วนเป็นหลัก คอยดูแลทั้งผู้ที่เตรียมตัวเพื่อเข้ารับการผ่าตัด ผู้ที่ทำการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ตลอดจนผู้ที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องควบคุมดูแลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนการผ่าตัด

rattinan4-1ทีมแพทย์เหล่านี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งต้องทำงานร่วมกัน นอกจากนี้จะมีหน้าที่ผู้ประสานงานอื่นๆ ดูแลด้านเอกสารและการฝึกอบรม จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดแต่ละครั้ง ไม่ใช่แค่แพทย์ที่ทำการผ่าตัดเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้และความสามารถของหลายฝ่ายร่วมกัน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์จากการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักที่ดีที่สุด

รู้จักเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

เนื่องจากการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักมีความซับซ้อนและต้องมีมาตรฐานสูงเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือต่างๆเพื่อรองรับการรักษาคนไข้ได้อย่างเต็มรูปแบบ

  • เครื่องตรวจวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
  • เครื่องวัดไขมันในช่องท้อง
  • เครื่องวัดอัตราการเผาผลาญ
  • ห้องผ่าตัดขนาดใหญ่
  • เตียงคนไข้ที่สามารถปรับขึ้นลงสำหรับคนไข้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
  • เตียงผ่าตัดที่ยกคนไข้ไปในท่าต่างๆได้
  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดหน้าท้องที่หนาเป็นพิเศษ
  • อุปกรณ์รัดขาเพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการดูแลคนที่มีน้ำหนักตัวมากโดยเฉพาะ จะไม่มีเหตุการณ์ที่อุปกรณ์หรือเครื่องมือเสียหาย เนื่องจากรับน้ำหนักตัวของคนไข้ หรือวัดค่าต่างๆ ผิดไปเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ ดังนั้นเรื่องของมาตรฐานการผ่าตัดและระดับความปลอดภัยจึงมีสูง

ขั้นตอนการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

  1. rattinan4-2ก่อนผ่าตัด ต้องเตรียมตัวเข้าโรงพยาบาลก่อน 1 คืน เพื่อตรวจร่างกาย
  2. ฉีดยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่จะทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันที่ช่วงขา โดยฉีด 12 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด รวมถึงต้องงดน้ำและงดอาหาร
  3. กระบวนการผ่าตัดจะเริ่มหลังจากดมยาสลบเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะกำหนดจุดที่หน้าท้องประมาณ 5 จุด เพื่อสอดอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดเข้าไป วิธีการนี้คือการผ่าตัดแบบส่องกล้องซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 50 นาที จึงเสร็จเรียบร้อย ส่วนกระเพาะที่ถูกตัดแล้วจะนำออกมาทางรูเล็กๆ ที่สอดเครื่องมือเข้าไปในขั้นตอนแรก โดยทั่วไปการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักจะไม่มีการเย็บ แต่จะเป็นลักษณะตัดกระเพาะแล้วซีลปิดทันที เหมือนกับการซีลปากถุงที่เราเห็นกันโดยทั่วไปนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบว่ารอยซีลรั่วหรือไม่ ด้วยการใส่น้ำเข้าไปในกระเพาะที่ถูกตัดออกมาจนเต็ม แล้ววางไว้บนกระดาษเพื่อสังเกตว่ามีจุดไหนที่น้ำรั่วออกมา ถ้าหากมีน้ำรั่วออกมา แสดงว่ารอยซีลที่อยู่ในกระเพาะจะรั่วเช่นกัน จึงต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป
  4. หลังจากการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว คนไข้สามารถลุกขึ้นเดินได้ในวันถัดไป และจะต้องนอนพักเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ที่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 วันก่อนกลับบ้าน
  5. แต่ที่รัตตินันท์คลินิกจะมีขั้นตอนพิเศษเพิ่มขึ้น นั่นคือการตรวจสอบความเรียบร้อยของการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการให้ผู้ป่วยกลืนสารทึบแสงแล้วเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อดูว่าสารทึบแสงนั้นอยู่ในกระเพาะทั้งหมด ไม่มีรั่วซึมออกมา จึงจะถือว่าการผ่าตัดครั้งนี้สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

เทคนิคการผ่าตัด Double Lock ที่รัตตินันท์คลินิก

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าปกติการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักโดยทั่วไปนั้นจะเป็นการซีลปิด ซึ่งมีโอกาสที่การซีลนั้นจะไม่สมบูรณ์ ทางรัตตินันท์คลินิกจึงเพิ่มเทคนิคพิเศษขึ้นมา ชื่อว่า Double Lock ซึ่งเป็นขั้นตอนเสริมหลังการผ่าตัดแบบปกติ เมื่อใช้แขนกลตัดและซีลปิดรอยตัดของกระเพาะเรียบร้อยแล้ว จะพับทบรอยซีลนั้นเข้ามาแล้วทำการเย็บอีกชั้นหนึ่ง

ถ้ามองภาพไม่ออกให้นึกถึงการเย็บเก็บชายผ้า เช่น เวลาเราตัดขากางเกง เราจะพับทบแล้วเย็บเพื่อเก็บชายให้เรียบร้อย เทคนิค Double Lock นี้ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับแผลผ่าตัดที่กระเพาะอาหาร ทำให้มั่นใจได้ว่ายังไงก็ไม่มีรอยรั่วอย่างแน่นอนและเป็นการการันตีว่าการใช้งานกระเพาะอาหารจะไม่เกิดปัญหาขึ้นในภายหลังอีกด้วย
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น

  • สภาวะรั่ว : เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ผู้คนในวงการผ่าตัดเป็นกังวลมากที่สุดเลย สาเหตุหลักที่จะทำให้เกิดการรั่วได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ดูแล บางครั้งรอยที่ทำการผ่าตัดอาจจะไม่เรียบร้อย เช่น บิดเบี้ยว รุ่งริ่ง จึงทำให้เกิดรอยรั่วได้ง่าย
  • การรัดกระเพาะ : เนื่องจากอาหารที่ทานเข้าไปจะต้องลำเลียงผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะและส่งต่อไปยังลำไส้ ซึ่งถ้าการตัดกระเพาะทำได้ไม่ดีพอจนมีบางช่วงตัดแล้วเหลือช่องกระเพาะที่แคบเกินไป จะส่งผลให้กลืนอาหารไม่ได้
  • ติดเชื้อ : ถ้าผู้เข้ารับการผ่าตัดมีโรคประจำตัวและมีน้ำหนักเยอะมากๆ จะเพิ่มโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนอื่น
  • มีเลือดออกภายใน : อาจจะมีอาการเลือดออกจากจุดที่ทำการผ่าตัดได้ ยิ่งถ้ามีการตัดและต่อหลายๆจุด จะมีความเสี่ยงให้มีเลือดออกได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดนี้ได้ จากการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ ปัญหาแรกอยู่ที่น้ำหนักตัว ถ้าอยู่ในสภาวะอ้วนมากๆ และมีหน้าท้องที่หนา การผ่าตัดก็จะทำได้ยาก จึงจำเป็นที่จะต้องควบคุมน้ำหนัก ปัญหาต่อมาคือไม่มีการเตรียมตัวที่ดีพอ เช่น ไม่ลดน้ำหนักตามที่แพทย์แนะนำ ตับยังมีขนาดโตและเป็นอุปสรรคในการผ่าตัด หรือยังไม่มีการควบคุมโรคต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่สามารถทำการผ่าตัดได้ หากปฏิบัติตัวตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนลงได้

หลังจากการผ่าตัดกระเพาะ ลดน้ำหนัก วิตามินต่างๆ จำเป็นและสำคัญไหม

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบใส่ห่วงรัดกระเพาะหรือแบบบายพาส ทั้งสองแบบมักจะเจอปัญหาภาวะขาดสารอาหารมากกว่าการผ่าตัดในรูปแบบอื่น เพราะการทานอาหารและการดูดซึมสารอาหารของร่างกายมีประสิทธิภาพลดลงแต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่ต้องทานวิตามินเสริม ซึ่งจริงๆแล้ววิตามินเสริมที่ต้องการทาน ต้องผ่านการตรวจและเช็คผลเปรียบเทียบกับร่างกายก่อน

ในขณะที่การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟและบอลลูนไม่มีความจำเป็นต้องทานวิตามินเสริมเลย แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่มีการดูแลเรื่องอาหารอย่างเหมาะสมด้วย หากได้ทานผักผลไม้ในทุกๆวัน โดยไม่ต้องทานในปริมาณที่เยอะมาก แบบนี้จะไม่จำเป็นต้องทานวิตามินเพิ่มเติมแล้ว

ดังนั้นจึงต้องมีความรู้ ว่าการผ่าตัดในรูปแบบใด ควรจัดควบคุมอาหารที่ทานได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เหมารวมว่าการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแล้วต้องทานวิตามินเสริม เช่น ถ้าผ่าตัดแบบสลีฟมา ทานอาหารถูกต้องแล้วยังทานวิตามินเสริมอีก แบบนี้จะกลายเป็นภาวะวิตามินมากเกินไปแทน

สนับสนุนข้อมูลโดย รัตตินันท์ คลินิก
logo-rattinan

SHARE
ความรู้ศัลยกรรม เนื้อหาที่ตอบโจทย์สาวๆ ตลอดจนการแนะนำคุณหมอ และคลินิกศัลยกรรม เราจัดให้เนื้อหาแน่นโดนใจแน่นอน