skip to Main Content
Menu

มะเร็งปากมดลูก อีกหนึ่งภัยร้ายของผู้หญิงที่ไม่ควรมองข้าม

มะเร็งเป็นโรคร้ายที่อยู่คู่กับมนุษย์เรามายาวนาน ซึ่งในปัจจุบัน โรคมะเร็งก็ยังคงเป็นโรคที่รักษาได้ยาก แถมยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ 100% อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยความไม่ประมาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน, การนอน หรือแม้แต่การรักษาสุขภาพจิตไม่ให้เกิดความเครียดก็ตาม แต่ถึงแม้ว่าจะคอยระมัดระวังในเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีโรคมะเร็งบางประเภทที่สามารถเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ค่อนข้างมากทีเดียว โดยในวันนี้เรามีอีกหนึ่งโรคมะเร็งที่ไม่ควรมองข้ามในหมู่ผู้หญิงมาแนะนำกัน ซึ่งก็คือ มะเร็งปากมดลูก นั่นเอง

สำหรับการเกิดโรคมะเร็งมดลูกนั้นโดยทั่วไปแล้วจะเกิดในหญิงสาวที่มีอายุระหว่าง 35-80 ปีหรือในบางกรณีก็จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยสิ่งที่น่ากลัวก็คือ การมารู้ที่หลังเมื่อเกิดโรคแล้ว ทำให้ไม่สามารถที่จะรักษาได้ทันเวลา ลองมาดูกันว่าอาการของโรคนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

รู้จักมะเร็งปากมดลูก

อาการของมะเร็งปากมดลูก ลักษณะของอาการมะเร็งมะลูกสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เพราะจะมีเลือดไหลออกมาถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือนก็ตาม หรือบางคนก็มีประจำเดือนเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ ซึ่งบางคนก็ตีความว่าเป็นลักษณะอาการของคนที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน โดยไม่ทันระวังว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกเหตุได้ว่า คุณอาจจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกได้ นอกจากการมีเลือดออกจากช่องคลอดแล้ว ยังมีอาการของการปวดท้องน้อยและรู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อมีภาวะของโรคมะเร็งมดลูกเกิดขึ้นแล้ว สำหรั้บในผู้หญิงบางรายก็จะมีอาการอย่าง คลื่นไส้, เหนื่อยง่าย เบื่ออาหารรวมไปถึงอาการปวดหลัง, ขา หรืออุ้งเชิงกราน ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อมะเร็งนั้นอยู่ในระยะที่ 4 แล้ว

ในบางรายอาจจะมีอาการของโรคมะเร็งซ้ำซ้อนด้วย เพราะโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของฮอร์โมนเป็นหลัก จึงทำให้โอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคมะเร็งพร้อมๆ กันอย่างเช่น มะเร็งมดลูกและมะเร็งเต้านมเกิดขึ้นได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเกิดขึ้นกับคนที่ค่อนข้างมีไขมันเยอะหรือคนอ้วนเป็นส่วนมาก เพราะมีไขมันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และทำให้ฮอร์โมนหลั่งออกมาตลอดเวลา โดยอวัยวะสำคัญที่มมีผลต่อการหลั่งของฮอร์โมนมากที่สุดก็คือ มดลูกและเต้านมนั่นเอง

การรักษาโรคมะเร็งมดลูก

ถึงแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นโรคมะเร็งก็ตาม แต่สำหรับมะเร็งมดลูกนั้น ยังถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะของโรคด้วย จากผลการวิจัยพบว่า ผู้เป็นโรคมะเร็งมดลูกในระยะที่ 1 ประมาณ 70% จะสามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลา 5 ปี และสำหรับผู้ป่วยในระยะที่ 2 มีประมาณ 50% ที่สามารถรักษาให้หายได้ช่วงเวลา 5 ปี แต่สำหรับอาการในระยะที่ 3 นั้นจะมีเพียง 30 % เท่านั้น และในระยะที่ 4 มีประมาณ 10 % ที่สามารถรักษาให้หายได้

จากสถิติดังกล่าวนั้น พบว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งมดลูกปีละประมาณ 1.7 % โดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ระหว่างอายุ 35-80 ปี นอกจากนี้ในผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วนก็ยังมีอยู่มากถึง 50% ซึ่งมีอัตราเท่าเทียมกันกับสตรีที่ไม่มีบุตรเลยทีเดียว โดยการตรวจมะเร็งมดลูกก็สามารถทำได้ด้วยวิธีเพียงไม่กี่ขั้นตอน โดยแพทย์จะทำการอัลตราซาวด์ดูก่อนว่าความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาเกินกว่า 1 ซม.หรือไม่ซึ่งหากตรวจพบว่าเกิน นั้นแสดงถึงความผิดปกติ และแพทย์จะทำการวินิจฉัยต่อไปว่า ควรเข้าทำการรักษามะเร็งมดลูกหรือไม่ หรือมีสาเหตุความผิดปกติมาจากอะไร

แต่ในบางกรณีทางแพทย์ก็จะไม่ได้ใช้วิธีของการอัลตราซาวด์เพียงอย่างเดียว แต่จะมีการตรวจชิ้นเนื้อร่วมด้วย ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อนี้จะกระทำก็ต่อเมื่อการอัลตราซาวด์ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาขึ้น โดยแพทย์จะนำตัวอย่างของเซลล์จากเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาดูว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ในเนื้อเยื่อหรือไม่

รู้ก่อนย่อมดีกว่า การป้องกันตัวเองให้อยู่ห่างจากโรคมะเร็งมดลูกนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆ เริ่มจากการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันต่ำ นอกจากนี้ก็ควรจะให้ความสำคัญต่อการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน, การวิ่ง หรือเล่นกีฬาที่ชื่นชอบก็ตาม แต่ควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอที่สุด ที่สำคัญนอกจากการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ต้องไม่ลืมที่จะตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะการตรวจภายใน ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าคุณมีความผิดปกติที่อวัยวะภายในอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น การตรวจสุขภาพภายในนั้นจำเป็นอย่างยิ่งในผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป และกลุ่มของหญิงสาวที่ไม่มีบุตร ซึ่งกลุ่มนี้มักจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมดลูกสูงกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งมดลูก ซึ่งสาวๆ ทุกคนต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงทีเมื่อทราบว่าตัวเองมีภาวะของการเป็นโรคมะเร็งมดลูก อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ลืมที่จะดูแลรักษาสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมไปถึงการตรวจร่างกายเป็นประจำและไม่กลัวที่จะตรวจภายในบ้าง อย่างน้อยปีละครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพและร่างกายของคุณที่จะห่างไกลจากโรคมะเร็งนั่นเอง

0<1 min
Back To Top