skip to Main Content
Menu

ผ่าตัดดูดไขมัน เพียงรู้จักและเข้าใจ ไม่อันตรายอย่างที่คิด

“การผ่าตัดดูดไขมัน” เป็นการแก้ปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิที่สามารถทำได้เฉพาะจุด แตกต่างจากการลดความอ้วนที่จะเป็นการดึงเอาไขมันออกทุกส่วนของร่างกาย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหารูปร่างไม่สมส่วน ผู้ที่มีอายุมากขึ้นเกิดการสะสมไขมันแต่มีโรคประจำตัวทำให้อุปสรรค์ในการออกกำลังกาย หรือแม้แต่ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินอย่างคุณแม่หลังคลอดที่น้ำหนักค้างถึงแม้จะพยายามควบคุมอาหารแล้วก็ตาม

ทำความรู้จักกับการดูดไขมัน คืออะไร อันตรายหรือไม่

เมื่อพูดถึง “การผ่าตัดดูดไขมัน” หลายคนอาจกลัว นั่นเป็นเพราะสมัยก่อนนวัตกรรมและการรักษายังไม่มีความเชี่ยวชาญมากนัก แต่ถ้าหากเราเข้าใจลักษณะกายวิภาคย์ของกล้ามเนื้อและชั้นไขมันภายใน รวมถึงเลือกใช้เครื่องมือที่มีนวัตกรรมทันสมัย ก็จะทำให้เราเข้าใจกระบวนการดูดไขมันที่ปลอดภัยมากขึ้น
อันตรายจากการผ่าตัดดูดไขมันสมัยก่อน ก่อนเริ่มต้นดูดไขมันเจ้าหน้าที่จะทำการออกแรงบีบหรือกระแทกอย่างแรงเพื่อให้ไขมันที่อยู่ในร่างกายนั้นเกิดการกระจายตัวเพื่อให้เครื่องสามารถดูดออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ผลเสียที่ตามมาก็คือทำให้เกิดการบาดเจ็บทั้งต่อกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเส้นประสาท บางครั้งเส้นเลือดและเส้นประสาทที่หลุดถูกดูดออกมาด้วย และการกระแทกอยางแรงก็ทำให้เกิดอาการบวมช้ำหลังการผ่าตัด ต้องพักพื้นนานหลายสัปดาห์เนื่องจากการบาดเจ็บภายใน บางรายเกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ จนถึงขั้นเสียชีวิตอย่างที่เป็นข่าวนั่นเอง

นวัตกรรมใหม่สำหรับการดูดไขมันในปัจจุบัน

สำหรับการผ่าตัดดูดไขมันในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการที่พัฒนาไปไกลมาก มีเครื่องมือที่ทันสมัยและแพทย์มีความชำนาญเฉพาะทาง การดูดไขมันที่นิยมในปัจจุบันนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า VASER- Assisted High-Definition Liposculpture หรือเรียกสั้นๆ “VAHDL” คือการนำเครื่อง VASER มาช่วยในการทำ High Definition Liposculpture

ก่อนจะทำการดูดไขมัน แพทย์จะทำการวิเคราะห์ร่างกายของแต่ละบุคคลให้พร้อม พิจารณาถึงลักษณะกายวิภาคย์ของกล้ามเนื้อภายในแต่ละมัด ชั้นไขมัน และรูปร่างของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถออกแบบกล้ามเนื้อได้ชัดเจนขึ้น มีการทำลายเนื้อเยื่อน้อยลง และสามารถดูดไขมันออกได้นิ่มนวลกว่า

ขั้นตอนการดูดไขมันด้วย “VAHDL”

กระบวนการดูดไขมันด้วยเครื่อง “VAHDL” เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาได้อย่างดี รูเจาะไขมันนั้นเล็กเพียง 0.5 มิลลิเมตร ช่วยลดการกระทบกระเทือนของเส้นเลือดและเส้นประสาท ลดการบวมช้ำ ใช้เวลาพักฟื้นน้อย ทำให้ผู้เข้ารับบริการไม่เจ็บตัวมากนัก โดยมีวิธีการรักษาดังนี้

  • อันดับแรกแพทย์จะทำการกำหนดบริเวณที่จุดูดไขมัน ยกตัวอย่างหากต้องการลดไขมันบริเวณหน้าท้อง แพทย์จะพิจารณาถึงสรีระของแต่ละบุคคลพร้อมทำเครื่องหมายกำหนดบริเวณไขมันส่วนเกิน
  • จากนั้นจะทำการให้น้ำเกลือเพื่อลดอุณหภูมิภายในตัวไขมัน ทำให้ดูดไขมันง่ายขึ้น บางครั้งทำการผสมยาชาและอะดรีนาลีนเข้าไปในเนื้อเยื่อเพื่อระงับอาการเจ็บและลดอาการเสียเลือด แต่ถ้าดูดไขมันหลายจุดและปริมาณมากจะต้องทำภายใต้การดมยาสลบ
  • แพทย์จะทำการเจาะผิวหนังขนาด 0.5 มิลลิเมตร และใช้อุปกรณ์สุญญากาศดูดไขมันออกมาก โดยจะดูดเป็นบริเวณเฉพาะจุด เช่นหน้าท้อง ต้นขา และทำการดูดด้วยเครื่องดูดไขมัน เข็มที่เล็กลงจะช่วยลดการบาดเจ็บในร่างกายได้
  • เมื่อเสร็จสิ้นการดูด ไขมัน แพทย์จะเย็บปิดแผลซึ่งเล็กประมาณ 1-2 เข็มเท่านั้นระยะเวลาของการดูดไขมันจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณของไขมัน

ผู้ที่เหมาะสมในการผ่าตัดดูไขมันด้วยเครื่อง VAHDL

สำหรับผู้ที่ต้องการผ่าตัดดูไขมัน ควรมีการวัดดรรชนีมวลกายเพื่อตรวจสอบว่าร่างกายของเราพร้อมที่จะทำการผ่าตัดหรือไม่ โดยดรรชนีมวลกานต้องไม่เกิน 30 (BMI <30) ถ้าหากเกิน 30 อาจจะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

  1. ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ไม่สามารถขจัดไขมันในบางบริเวณออกไปได้ ถึงแม้จะพยายามควบคุมอาหารร่วมด้วยแล้ว
  2. ชั้นผิวหนังมีความยืดหยุ่น ไม่ตึง ไม่เหี่ยวย่น ไม่สูบบุหรี่
  3. ในผู้ที่ได้รับการดูดไขมันมาก่อนแล้ว แต่ต้องการความชัดเจนขึ้นสามารถทำได้แต่ผลของการผ่าตัดนั้น อาจจะไม่ดีเท่าในรายที่ไม่เคยทำมาก่อน
    ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะที่จะทำการผ่าตัดคือผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีภาวะน้ำหนักเกินมากต้องการจะลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการดูดไขมันสามารถทำได้เฉพาะจุด ไม่แนะนำให้ทำทั่วร่างกาย

การเตรียมตัวก่อน และหลังผ่าตัดดูดไขมัน

  • ปรึกษาศัลยแพทย์ และ วิสัญญีแพทย์ เพื่อทำการตรวจเลือดและตรวจร่างกาย
  • บางรายอาจมีการทานยาหรือปรับยาตามแพทย์แนะนำเพื่อเตรียมตัวผ่าตัด
  • หยุดยาจำพวกแอสไพริน ยาลดอาการอักเสบ หรือสมุนไพร เพราะอาจจะทำให้เลือดออกมาขึ้นได้
  • หลังผ่าตัดต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 1-2 วัน
  • ให้ใส่ผ้ายืด (Elastic bandage) หรือชุดยืดสำหรับรัดตรงบริเวณที่ทำการดูดไขมันออก อย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวม และเป็นการกดให้โพรงที่เกิดจากการดูดไขมันออกยุบติดกัน และไม่ให้เกิดการคั่งของน้ำเหลือง
  • จากนั้นยังสามารถใส่ผ้ายืดหรือใส่ชุดยืดต่อได้อีก 15-30 วัน เพื่อเป็นการช่วยให้หายเร็ว
  • สามารถทำงาน หรือกิจกรรม ต่างๆ ตามปกติได้ เพียงแต่ไม่ควรทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากนัก
  • สามารถออกกำลังกายได้หลังจากพักร่างกาย 3 สัปดาห์หลังผ่าตัด

คำแนะนำหลังการผ่าตัดดูดไขมัน

  • หลังการผ่าตัดจะมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาจากตำแหน่งแผลที่ดูดไขมัน ซึ่งจะซึมออกมาเรื่อยๆ ประมาณ 4-5 วัน สามารถการนวดไล่น้ำเหลือง (Lymphatic drainge) ซึ่งจะช่วยให้แผลสมานได้เร็วขึ้น
  • ทำแผลบริเวณที่ดูดไขมันได้ทุกวันเพื่อให้แผลแห้ง ถ้าน้ำเหลืองทีซึมออกมาไม่หายไปใน 4-5 วัน และมีอาการเจ็บปวด บวมแดง เพิ่มขึ้น ควรมาพบศัลยแพทย์ทันที
  • หลังทำการดูดไขมันจะมีการบวมขึ้นของบริเวณที่ดูด โดยการบวมจะเกิดขึ้นประมาณ 3-4 อาทิตย์หลังผ่าตัด หลังจากนั้นจะยุบบวมและหายสนิทดีในระยะ 3-4 เดือนหลังผ่าตัด
  • ควรใส่ชุดรัดกระชับรูปร่างบริเวณที่ทำการผ่าตัดดูดไขมัน (Compression Garment) ไว้ประมาณ 3 เดือน โดยเดือนแรกใส่ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนเดือนที่สองหรือสามให้ใส่เฉพาะตอนนอน การใส่ชุดรัดกระชับรูปร่างจะช่วยให้การยุบบวมและรูปร่างกระชับเร็วขึ้น

ปัญหาที่พบได้ในการดูดไขมัน

หลังดูดไขมันอาจพบปัญหาหลังการผ่าตัดระยะแรกเช่น ระบบน้ำเหลือง อาจจะมีอาการบวมเป็นหย่อมๆ เนื่องจากมีน้ำเหลืองขังอยู่ใต้ผิวหนัง มีไขมันอุดตันที่ปอด, แผลติดเชื้อ, เลือดจาง, เลือดคั่ง หรือไขมันอุดตันเส้นเลือด อาจจะมีผิวหนังไหม้เป็นหย่อมๆ จากเลเซอร์ได้ ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเอง ระมัดระวังในเรื่องของการทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตประจำวัน

ส่วนปัญหาที่พบได้หลังการผ่าตัดระยะยาว ในรายที่ไม่ทำการพักฟื้นร่างกาย หรือถอดชุดรัดกระชับรูปร่างเร็วเกินไป หรือใช้ไม่ต่อเนื่อง อาจพบก้อนไขมันได้ สามารถแก้ไขได้โดยการนวด หรือใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์

สุดท้ายแล้วการผ่าตัดดูดไขมัน ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างเฉพาะจุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากไขมันมากเกินไปที่นำมาซึ่งโรคต่างๆ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายหนักได้ แต่ย่างไรก็ดีเมื่อทำการดูดไขมันแล้วจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องโภชนาการอย่างเคร่งครัด งดอาหารหวาน มัน งดแป้ง เพื่อป้องกันการกลับมาของไขมันในร่างกาย

0<1 min
Back To Top