ข้อปฏิบัติหลังการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

29

การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักเป็นส่วนสำคัญ เพราะคนไข้จะรู้สึกถึงอาการอ่อนเพลียหลังจากเข้ารับการผ่าตัด จึงต้องมีความระมัดระวังในการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างวันมากเป็นพิเศษ

  • ระยะแรกให้ระวังการเสียเหงื่อจากการทำกิจกรรมกลางแจ้งหรืออยู่ในที่ร้อนนานเกินไป
  • จิบน้ำทีละน้อย เพื่อให้ได้น้ำอย่างน้อย 1 ลิตรต่อวัน
  • ระมัดระวังการเคลื่อนไหวหรือการออกแรงทำงานหนัก
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
  • การออกกำลังกายหรือใช้แรงแบบหนักหน่วง ทำได้หลังจากผ่าตัด 1-2 เดือนไปแล้ว
  • เข้าพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามอาการเสมอ
  • งดการดื่มน้ำหวานต่างๆ

การดูแลหลังเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก จำเป็นต้องมีการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดปัญหาและความเสี่ยง รวมถึงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และป้องกันการรั่วของบาดแผล เนื่องจากการรับประทานอาหารที่ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่ได้ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

  1. หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะถูกย้ายมาที่ห้องพักฟื้น โดยอาจมีการใช้หน้ากากออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ ผู้ป่วยอาจยังมีความรู้สึกงัวเงียหลังจากรู้สึกตัวแล้ว
  2. ผู้ป่วยจะได้รับอาหารและสารน้ำทางเส้นเลือด ผ่านสายน้ำเกลือ จนกว่าผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้
  3. ขณะอยู่ในห้องพักฟื้น หากผู้ป่วยรู้สึกคลื่นไส้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากกระเพาะมีขนาดเล็กลงอย่างมาก ผู้ป่วยควรนั่งตัวตรง หรือเดิน เพื่อช่วยลดอาการคลื่นไส้
  4. จะมีพยาบาลคอยตรวจเช็คชีพจรและวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  5. หลังการผ่าตัดจะได้รับการควบคุมอาหารทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
  6. ควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

แนวทางการรับประทานอาหาร

ผู้เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักหลายคนมักจะมีคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เช่น อาการหน้ามืดอยู่ตลอด ผมร่วง ผิวแห้งกว่าปกติ น้ำหนักไม่ค่อยลง ลดช้า เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดจากการทานอาหารที่ไม่เหมาะสมด้วยกันทั้งสิ้น ก่อนอื่นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หลังการผ่าตัดแล้ว เราจะทานอาหารได้น้อยลงมาก และถ้าใช้การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบบายพาสที่เป็นการตัดทั้งส่วนของกระเพาะอาหารและลำไส้ ร่างกายจะดูดซึมได้น้อยลง การทานอาหารให้ถูกต้องจึงสำคัญ

การเลือกรับประทานอาหาร

  1. ทานโปรตีนเป็นอันดับแรก : เนื่องจากกระเพาะรับอาหารได้ในปริมาณที่น้อยลง หากรับประทานอาหารที่ไม่ใช่โปรตีนเข้าไปอาจทำให้รู้สึกอิ่มจนไม่สามารถทานโปรตีนที่เป็นประโยชน์ได้ ส่งผลให้ร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ โปรตีนที่แนะนำ คือ เนื้อสัตว์ไม่ติดมันที่ปรุงสุกด้วยการ ต้ม นึ่ง ย่าง ไข่ เต้าหู้ เป็นต้น
  2. ไม่ทานของมันและอาหารประเภททอด : ไขมันจากอาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ช้า และเมื่อทานมากจนเกิดไปเกิดนิ่วในไต อาจทำให้เกิดอาการปัสสาวะเป็นเลือดได้ด้วย
  3. ทานอาหารช้าๆ และหยุดเมื่อเริ่มอิ่ม : เน้นเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้งและทานให้ช้ากว่าความเคยชิน เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตึงหรือเริ่มอิ่ม ต้องหยุดทานทันที (โดยส่วนมากจะรู้สึกอิ่มเมื่อรับประทานได้ 2-3 ช้อน)
  4. จิบน้ำทั้งวัน 6-8 แก้ว : น้ำเป็นส่วนที่ร่างกายต้องการอยู่เสมอ แต่เมื่อกระเพาะเล็กลงเราต้องบริหารการดื่มน้ำให้เหมาะสม ใช้วิธีดื่มน้ำทีละน้อย วันละหลายครั้ง ไม่ดื่มต่อครั้งในปริมาณมาก ไม่ดื่มก่อนหรือหลังอาหาร และไม่เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
  5. ทานผักตามหลังโปรตีน : ถ้าเลือกทานโปรตีนไปแล้วยังไม่รู้สึกอิ่ม สามารถทานผักที่ต้มหรือนึ่งจนเนื้อนิ่มตามลงไป การทานอาหารอ่อนนิ่มเพื่อช่วยให้กระเพาะไม่ทำงานหนักมากไป
  6. หลีกเลี่ยงแป้ง : อาหารประเภทแป้งทั้งหมด เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น อาหารเหล่านี้ทำให้ท้องอืด และยังทำให้น้ำหนักลดลงช้าอีกด้วย

นอกเหนือจากนี้คือ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะร่างกายจะดูดซึมได้เร็วมาก และทานอาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร สุดท้ายคือเลือกลักษณะของอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละช่วง ได้แก่ ช่วงแรกที่ต้องเป็นอาหารเหลว ต่อมาเป็นอาหารอ่อนนุ่ม แล้วค่อยเป็นอาหารแข็งตามปกติ

อาหารที่ควรรับประทานหลังการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

ระยะแรก: รับประทานเฉพาะอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีลักษณะเหลวใส ไม่มีกากใย ไม่มีแก๊ส และไม่ใส่น้ำตาล รวมถึงไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น

  • น้ำซุปใส
  • น้ำสมุนไพร (ที่ใช้น้ำตาลเทียม)
  • น้ำผลไม้ที่ผ่านการกรองกากใย และไม่ใส่น้ำตาล

ระยะที่ 2: (ช่วง 3-7 วันหลังการผ่าตัด) หากผู้ป่วยสามารถทนต่ออาหาร หรือเครื่องดื่มเหลวได้ โดยไม่มีอาการจุกแน่นท้อง หรือคลื่นไส้ สามารถเริ่มรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีเนื้อ หรือมีความข้นเพิ่มมากขึ้นได้ แต่ต้องมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และไม่มีกากใย รวมถึงไม่ใส่น้ำตาล เช่น

  • ซุปข้นชนิดต่างๆ
  • นมจืด หรือนมพร่องมันเนย
  • น้ำเต้าหู้ ไม่ใส่น้ำตาล
  • โยเกิร์ต รสธรรมชาติ

ระยะที่ 3: (10-14 วัน หลังการผ่าตัด) ผู้ป่วยอาจจะเริ่มรับประทานอาหารอ่อน หรือย่อยง่าย คล้ายกับอาหารเด็กได้แล้ว หากสามารถรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มเหลวข้นได้ เช่น

  • ไข่ตุ๋นหมูบด
  • ปลานึ่ง
  • เกี๊ยวน้ำ
  • แกงจืดเต้าหู้ไข่
  • ข้าวต้มปลา
  • โจ๊กหมูบด

ระยะที่ 4: (3-4 สัปดาห์หลังการผ่าตัด) หากสามารถทานอาหารอ่อนได้ดี ผู้ป่วยสามารถเริ่มทดแทนด้วยอาหารธรรมดาที่มีเนื้อหยาบข้นตามลำดับ แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการคลื่นไส้ ไม่สามารถรับประทานอาหารในระยะนี้ได้ สามารถรับประทานอาหารในระยะที่ 3 ต่อไปได้ หรือรับประทานระยะที่ 4 แล้วเกิดคลื่นไส้ สามารถกลับไปรับประทานระยะที่ 3 ได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้าในระยะที่ 4 ตามกำหนดที่แนะนำตามเวลา แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ป่วยเป็นสำคัญนั้นเอง และควรเป็นอาหารธรรมดาที่ปรุงสด โดยเน้นโปรตีนสูงเป็นหลัก สามารถเริ่มรับประทานผักนิ่มๆ ได้ เช่นไก่/หมูอบซอส

  • สเต็กปลา
  • ลาบหมู หรือไก่ แบบไม่เผ็ด
  • ไข่ยัดไส้
  • ผลไม้ควรเริ่มทานเป็นผลไม้ปอกเปลือกในปริมาณน้อย

ระยะสุดท้าย: (หนึ่งเดือนหลังผ่าตัด) โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีโปรตีนสูง ไม่มัน ไม่ใส่น้ำตาล หรือหวานน้อย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างช้าๆ สำหรับผักและผลไม้สามารถทานได้ตามปกติ เพื่อควบคุมพลังงานส่วนเกิน และน้ำหนักตัว อาจจะรับประทานวิตามิน และแร่ธาตุเสริมตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อแนะนำในการรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

  1. จิบน้ำเปล่าตลอดวัน แต่ไม่ควรดื่มน้ำก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร 30-45 นาที
  2. ควรหยุดทานเมื่อรู้สึกอิ่ม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอาการคลื่นไส้ หรือจุกเสียดได้
  3. รับประทานอาหารช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียด
  4. เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการรับประทานอาหารทีละอย่าง โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน จะสามารถเริ่มรับประทานอาหารชนิดถัดไปได้ ค่อยเริ่มอาหารชนิดถัดไป
  5. ควรใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการรับประทานอาหารต่อมื้อ
  6. ควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนเป็นหลักทุกมื้อก่อนการรับประทานข้าวหรือแป้ง
  7. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
  8. หลีกเลี่ยงอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  9. รับประทานอาหาร 3 มื้อต่อวัน และจำกัดอาหารว่างที่ไม่จำเป็น
  10. ทานวิตามิน และแร่ธาตุเสริมตามคำแนะนำของแพทย์

rattinan5-1ทำไมต้องผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักที่รัตตินันท์คลินิก

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักที่รัตตินันท์คลินิกนั้นมีขั้นตอนและเทคนิคการผ่าตัดพิเศษโดยทีมศัลยแพทย์ทางเดินอาหารและผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ด้วยเทคนิคเฉพาะแบบ Double Lock ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางคลินิก

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของการผ่าตัดอย่างละเอียดด้วยการกลืนสารทึบแสง ทั้งนี้เป็นเพราะรัตตินันท์คลินิกให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของผู้เข้ารับการผ่าตัดเป็นสำคัญ อีกทั้งยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลแบบครอบคลุมในทุกด้านที่เกี่ยวข้องตลอดการผ่าตัด ตั้งแต่เริ่มการตรวจไปจนกระทั่งระยะติดตามผล แพทย์ที่ทำการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักเป็นผู้ที่มากประสบการณ์ซึ่งดูแลผู้ป่วยจนประสบความสำเร็จมาแล้วจำนวนมาก มาตรฐานของโรงพยาบาลที่ใช้เพื่อทำการผ่าตัดอยู่ในระดับสูง สามารถมั่นใจได้ถึงคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ การันตีผลงานได้ด้วยการเปิดทำการมายาวนานพร้อมกับเสียงตอบรับที่ดีเสมอมา

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักทำให้ต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพบ่อยๆ จริงหรือไม่

หลังการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักเสร็จสิ้น สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และพบแพทย์ตามนัดหมายจริง ทั้งนี้เพื่อติดตามผลการผ่าตัด ซึ่งช่วงแรกจะเป็นเดือนละครั้ง และขยายเป็น 2 เดือนครั้ง และขยายเป็นปีละหนึ่งครั้ง
การนัดหมายของแพทย์ทำไปเพื่อการสังเกตพฤติกรรมการทานอาหาร ตรวจสภาวะการขาดสารอาหารและแนะนำการทานวิตามินเสริมของคนไข้ ทั้งนี้เพื่อให้การลดน้ำหนักนั้นเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักนั้น คือบุคคลที่มีน้ำหนักตัวเยอะเกินมาตรฐาน การปรับขนาดของกระเพาะทำให้เขาจะต้องปรับพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด เปรียบเหมือนการออกกำลังกายที่ต้องการโค้ชดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลอย่างที่ต้องการนั่นเอง สิ่งสำคัญคือ การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักเป็นการช่วยให้ร่างกายของคนไข้มีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากการตรวจร่างกายประจำปีตามปกติแล้วก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องตรวจสุขภาพบ่อยๆ อย่างที่เข้าใจ

สนับสนุนข้อมูลโดย รัตตินันท์ คลินิก
logo-rattinan

SHARE
ความรู้ศัลยกรรม เนื้อหาที่ตอบโจทย์สาวๆ ตลอดจนการแนะนำคุณหมอ และคลินิกศัลยกรรม เราจัดให้เนื้อหาแน่นโดนใจแน่นอน